2026-09-15
เทคนิค Dual-Plane เพื่อลดผลข้างเคียงจากการดึงหน้าผาก — เปิดเผยผลการวิจัยทางคลินิกของการส่องกล้องดึงหน้าผาก | Taylor Plastic Surgery
ทำความเข้าใจเทคนิคส่องกล้องดึงหน้าผากแบบ Dual-Plane (Plane-shifting) โดย นพ. ทักอูฮยอน Taylor Plastic Surgery ที่ช่วยกระจายแรงตึงเส้นประสาท ลดอาการชาหลังผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมคงผลลัพธ์การยกกระชับอย่างเป็นธรรมชาติ

สวัสดีครับ ผม นพ. ทักอูฮยอน จาก Taylor Plastic Surgery ครับ
การผ่าตัดดึงหน้าผากเป็นการผ่าตัดที่ช่วยยกคิ้วและเนื้อเยื่อบริเวณหน้าผากที่หย่อนคล้อยจากวัย หรือหย่อนคล้อยตามโครงสร้างแต่กำเนิดขึ้นไปด้านบน ช่วยให้ดวงตาดูสดใส ปลอดโปร่งขึ้น และช่วยปรับสมดุลสัดส่วนของใบหน้าส่วนบนให้กลับมาดูอ่อนเยาว์อีกครั้ง
เนื่องจากการผ่าตัดนี้ไม่ใช่เพียงแค่การดึงรั้งผิวหนังเท่านั้น แต่ยังเป็นการจัดการกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบดวงตาและคิ้วอย่างละเอียด
การเลือกชั้นเนื้อเยื่อในการผ่าตัดและวิธีการเข้าถึง จึงส่งผลอย่างยิ่งต่อผลลัพธ์และโอกาสในการเกิดผลข้างเคียง
ในบทความนี้ ผมจะมาอธิบายถึงประเด็นสำคัญเรื่องการเลือกชั้นผ่าตัด และเทคนิค Dual-Plane ที่ผมได้ทำการวิจัยมา ซึ่งมีความแตกต่างจากการส่องกล้องดึงหน้าผากแบบเดิมอย่างไร พร้อมเปิดเผยผลการวิจัยทางคลินิกครับ
ในตอนที่ 1 ที่ผ่านมา ผมได้กล่าวถึงชั้นผ่าตัดของวิธีการดึงหน้าผากแบบเดิมและปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาทเหนือเบ้าตา (Supraorbital nerve) ไปแล้ว
สำหรับท่านที่เพิ่งอ่านเป็นครั้งแรก แนะนำให้อ่านตอนที่ 1 ก่อนเพื่อความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นครับ
👉 [อ่านตอนที่ 1 ก่อน: การดึงหน้าผาก ชั้นผ่าตัดส่งผลต่อเส้นประสาทอย่างไร]
[ภาพที่ 1: แผนภาพแนวคิดการเปลี่ยนชั้นผ่าตัดในการดึงหน้าผากแบบ Dual-Plane]
Q1. การดึงหน้าผากแบบ Dual-Plane คืออะไรกันแน่?
วิธีที่ผมใช้จะไม่ใช่การเลาะผ่านชั้นเนื้อเยื่อเพียงชั้นเดียวตั้งแต่ต้นจนจบการผ่าตัดครับ
เริ่มต้นการผ่าตัด จะเลาะในชั้นใต้เยื่อหุ้มกระดูก (Subperiosteal plane) เหมือนกับวิธีดั้งเดิมก่อน และเมื่อเลาะลงมาถึงจุดเหนือขอบกระดูกเบ้าตาด้านบน (Superior orbital rim) ประมาณ 3 ซม. จะทำการกรีดเปิดเยื่อหุ้มกระดูก จากนั้นจะเปลี่ยนชั้นการเลาะมาเป็นชั้นใต้กาเลียหรือเหนือเยื่อหุ้มกระดูก (Subgaleal plane)
สรุปให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ
หน้าผากส่วนบน: ชั้นใต้เยื่อหุ้มกระดูก (Subperiosteal plane) → มีความเสถียร เลือดออกน้อย
บริเวณใกล้หัวคิ้ว: ชั้นเหนือเยื่อหุ้มกระดูก (Subgaleal plane) → รักษาเนื้อเยื่อกันกระแทกที่ปกป้องเส้นประสาทไว้
เนื่องจากใช้ระนาบกายวิภาคที่แตกต่างกัน 2 ชั้น จึงเรียกว่า Dual-plane technique และด้วยความที่มีการสลับชั้นระหว่างผ่าตัด จึงตั้งชื่อว่าเทคนิค Plane-shifting ครับ

Q2. ทำไมต้องเปลี่ยนชั้นผ่าตัดที่ระดับประมาณ 3 ซม. เหนือคิ้ว?
เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือเพื่อลดแรงดึงรั้งและแรงกดทับที่อาจเกิดขึ้นรอบเส้นประสาทเหนือเบ้าตา (Supraorbital nerve) ครับ
หากทำการเลาะในชั้นใต้เยื่อหุ้มกระดูกยาวลงมาจนถึงบริเวณคิ้ว เนื้อเยื่อกันกระแทกระหว่างกระดูกและเส้นประสาทตรงจุดที่เส้นประสาทพาดผ่านจะลดน้อยลง
ในทางกลับกัน หากเปลี่ยนมายัง Subgaleal plane ที่จุดดังกล่าว จะยังคงมีเยื่อหุ้มกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนที่นุ่มนวลเหลืออยู่ใต้เส้นประสาท ซึ่งเนื้อเยื่อเหล่านี้จะทำหน้าที่เสมือนเป็นเบาะรองรับ (padding)
หากเปรียบเทียบกับสายไฟเหมือนในตอนที่ 1 ที่เคยกล่าวไว้
ก็เหมือนกับการกระจายแรงดึงให้ครอบคลุมช่วงระยะที่ยาวขึ้น แทนที่จะดึงกระชากตึงแน่นอยู่ที่จุดจุดเดียวครับ


ตำแหน่งของเส้นประสาทในแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญมากเช่นกัน
ตำแหน่งของเส้นประสาทเหนือเบ้าตาไม่ได้เหมือนกันในทุกคนครับ
ในบางรายอาจมีความแปรผันทางกายวิภาค โดยแขนงของเส้นประสาทอาจโผล่ออกมาจากกระดูกในตำแหน่งที่สูงกว่าปกติทั่วไป หากเลาะในชั้นใต้เยื่อหุ้มกระดูกต่อไปเรื่อยๆ เข้าหาคิ้ว ก็มีโอกาสที่แขนงประสาทที่อยู่นอกเหนือการคาดเดาจะถูกดึงรั้งได้
สำหรับเทคนิค Plane-shifting ในการส่องกล้องดึงหน้าผากนั้น จะทำการเปลี่ยนชั้นผ่าตัดก่อนที่จะเข้าใกล้คิ้ว จากนั้นจะใช้กล้องส่องตรวจเพื่อมองเห็นตำแหน่งของเส้นประสาทโดยตรงขณะเลาะ จึงสามารถรับมือกับความแตกต่างทางกายวิภาคเฉพาะบุคคลได้อย่างยืดหยุ่นและปลอดภัยยิ่งขึ้น

Q3. สามารถลดอาการชาหรือการรับความรู้สึกผิดปกติได้จริงหรือไม่? — ผลการวิจัยทางคลินิก
ผมได้ทำการศึกษาวิจัยเชิงเปรียบเทียบโดยตรงระหว่างกลุ่มคนไข้ที่ได้รับการส่องกล้องดึงหน้าผากในชั้นใต้เยื่อหุ้มกระดูกแบบเดิม กับกลุ่มคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดด้วยเทคนิค Plane-shifting
โดยมีการประเมินอาการตามเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งอาการชาความรู้สึกเด่นชัด อาการปวดศีรษะ และความรู้สึกไม่สบายหลังผ่าตัด
ผลการวิจัยพบดังต่อไปนี้ครับ
ระยะเวลาที่ประเมิน | อัตราการลดลงของอาการผิดปกติด้านความรู้สึก เมื่อเทียบกับวิธีใต้เยื่อหุ้มกระดูกแบบเดิม |
วันรุ่งขึ้นหลังผ่าตัด | ลดลงประมาณ 48% |
3 เดือนหลังผ่าตัด | ลดลงประมาณ 32% |
จุดที่สำคัญอย่างยิ่งคือ แม้จะช่วยลดอาการผิดปกติด้านความรู้สึกได้ แต่ประสิทธิภาพในการยกกระชับคิ้วของทั้งสองวิธีนั้น ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
นั่นพิสูจน์ให้เห็นว่า เราสามารถลดความรู้สึกไม่สบายจากเส้นประสาทหลังผ่าตัดได้ โดยไม่ต้องสูญเสียประสิทธิภาพในการยกกระชับหน้าผากไปเลยครับ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานวิจัยนี้เป็นการเปรียบเทียบย้อนหลังในกลุ่มคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดต่างช่วงเวลากัน ตัวเลขเหล่านี้จึงอาจไม่ได้หมายความว่าจะเหมือนกันในคนไข้ทุกรายแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ

ข้อดีอีกประการของการดึงหน้าผากแบบ Dual-Plane — สามารถปรับการทำงานของกล้ามเนื้อได้โดยตรง
เป้าหมายของวิธี Plane-shifting ไม่ใช่แค่การลดอาการชาความรู้สึกเท่านั้น
การเข้าสู่ชั้น Subgaleal plane จะช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ดึงคิ้วลงด้านล่างได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขมวดคิ้ว (Corrugator muscle) และกล้ามเนื้อกดหัวคิ้ว (Depressor supercilii muscle)
เมื่อมองเห็นตำแหน่งของกล้ามเนื้อเหล่านี้ผ่านกล้องเอนโดสโคปอย่างชัดเจน เราจะสามารถเลือกลดการทำงานของกล้ามเนื้อลงได้ตามความจำเป็น ทำให้ไม่จำเป็นต้องดึงรั้งคิ้วขึ้นไปด้านบนอย่างตึงรั้งแข็งทื่อ แต่เป็นการควบคุมแรงดึงลงของคิ้ว ส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่งครับ

หัวใจสำคัญของการดึงหน้าผาก ไม่ใช่แค่ 'ดึงขึ้นได้สูงกี่มิลลิเมตร' เท่านั้น
ในการปรึกษา คนไข้หลายท่านมักถามว่า "จะยกขึ้นได้กี่มิลลิเมตรคะ?" ซึ่งแน่นอนว่าระดับของการยกกระชับก็มีความสำคัญครับ
แต่สิ่งที่ผมให้ความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการผ่าตัดนี้ ไม่ใช่แค่การดึงคิ้วให้ขึ้นไปสูงๆ เพียงอย่างเดียว
บริเวณคิ้วและหน้าผากมีโครงสร้างที่ซับซ้อนเชื่อมโยงกันอยู่มากมาย ทั้งเส้นประสาท เส้นเลือด กล้ามเนื้อ และเอ็นยึดเหนี่ยว การคลายเนื้อเยื่อที่จำเป็นต้องคลายอย่างเพียงพอ ควบคู่ไปกับการหลีกเลี่ยงการสร้างแรงตึงเครียดที่ไม่จำเป็นต่อเส้นประสาทที่ต้องปกป้อง ผมถือว่าสิ่งนี้เป็นหลักการผ่าตัดที่สำคัญยิ่งกว่าครับ
การส่องกล้องดึงหน้าผากแบบ Dual-Plane ถือกำเนิดขึ้นจากหลักการนี้เอง โดยการรักษาข้อดีของชั้นใต้เยื่อหุ้มกระดูกไว้ แล้วทำการเปลี่ยนชั้นผ่าตัดเมื่อเข้าใกล้บริเวณเส้นประสาท เพื่อให้เลาะเนื้อเยื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดแรงดึงรั้งและแรงกดทับที่มุ่งเข้าสู่เส้นประสาทเหนือเบ้าตาให้เหลือน้อยที่สุด
ประวัติการนำเสนอผลงานวิชาการและงานวิจัย — การบรรยายในระดับประเทศและนานาชาติ รวมถึง APS 2023
การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการส่องกล้องดึงหน้าผากแบบ Dual-Plane เริ่มต้นขึ้นจากเคสจริงในห้องผ่าตัด
จากความพยายามในการหาวิธีลดอาการชาบริเวณหน้าผากและหนังศีรษะที่คนไข้บางท่านต้องเผชิญหลังผ่าตัด ผมจึงได้พัฒนาแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนชั้นผ่าตัด และเริ่มนำเสนอผลงานในสมาคมวิชาการอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2022
โดยเฉพาะการบรรยายในหัวข้อ "Dual Plane Endoscopic Forehead Lift for Reducing Paresthesia (การส่องกล้องดึงหน้าผากแบบ Dual-Plane เพื่อลดอาการชาจากเส้นประสาท)" ณ งานประชุมวิชาการสมาคมศัลยกรรมตกแต่งเสริมสวยแห่งเกาหลี (APS 2023) ถือเป็นการนำเสนอสาระสำคัญของงานวิจัยนี้ต่อหน้าแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งในเกาหลีอย่างเป็นทางการครั้งแรก
ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถแสดงให้เห็นผลลัพธ์ทั้งการลดอาการรับรู้ความรู้สึกผิดปกติควบคู่ไปกับการคงประสิทธิภาพในการยกกระชับไปพร้อมๆ กัน


หลังจากนั้น ผมยังคงเดินหน้านำเสนอผลงานในสมาคมวิชาการทั้งในประเทศและระดับสากลอย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบัน กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์บทความวิจัยใน PRS (Plastic & Reconstructive Surgery) ซึ่งเป็นวารสารทางการแพทย์ด้านศัลยกรรมตกแต่งระดับแถวหน้าของโลกครับ
ประวัติการนำเสนอผลงานทางวิชาการที่สำคัญ
ปี | งานประชุมวิชาการ | หัวข้อการบรรยาย |
2022 | Severance Aesthetic Symposium | การสาธิตผ่าตัดสด (Live Surgery) ส่องกล้องดึงหน้าผาก |
2022 | Daegu APAAC | Balanced Rejuvenation of Upper Face |
2023 | APS สมาคมศัลยกรรมตกแต่งเสริมสวยแห่งเกาหลี | Dual Plane Endoscopic Forehead Lift for Reducing Paresthesia |
2023 | Busan BAPS | การสาธิตผ่าตัดสด (Live Surgery) ส่องกล้องดึงหน้าผากแบบ Plane Shifting |
2023 | การประชุมวิชาการความงามเหยียนจี๋ ประเทศจีน | ความสัมพันธ์ระหว่างการผ่าตัดหนังตาบนและการส่องกล้องดึงหน้าผาก |
2024 | PRS สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งเกาหลี | การทบทวนย้อนหลังการส่องกล้องดึงหน้าผากโดยศัลยแพทย์หลากหลายท่าน |
2025 | PRS สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งเกาหลี | ความประณีตแม่นยำในการส่องกล้องดึงหน้าผาก |
2026 | Eye Surgery Symposium | การส่องกล้องดึงหน้าผากด้วยเทคนิค Plane-Shifting |
สรุปใจความสำคัญในประโยคเดียว
วิธีส่องกล้องดึงหน้าผากที่ใช้ชั้นใต้เยื่อหุ้มกระดูกที่มีความเสถียรในบริเวณหน้าผากส่วนบน และเปลี่ยนมาใช้ชั้นเนื้อเยื่อที่นุ่มนวลกว่าในบริเวณใกล้คิ้วซึ่งมีเส้นประสาท เพื่อช่วยกระจายและลดแรงตึงรั้งที่กระทำต่อเส้นประสาท
ความหมายสำคัญของวิธีนี้คือ การปรับเปลี่ยนชั้นกายวิภาคในการผ่าตัดอย่างละเอียดอ่อน เพื่อคงประสิทธิภาพแรงยกของการดึงหน้าผากไว้ดังเดิม พร้อมลดความรู้สึกไม่สบายและอาการชาหลังผ่าตัดให้น้อยลงที่สุด
เนื่องจากคำอธิบายในวันนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพชัดเจน ผมจึงได้แนบคลิปวิดีโอมาให้รับชมประกอบเพิ่มเติมครับ
https://tv.naver.com/v/104322996
ขอบคุณครับ นพ. ทักอูฮยอน ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
การผ่าตัดดึงหน้าผากแบบ Dual-Plane คือเทคนิคแบบใด?
เป็นเทคนิคการผ่าตัดที่มีการแบ่งชั้นการเลาะออกเป็น 2 ชั้นตามบริเวณที่ผ่าตัด โดยหน้าผากส่วนบนจะเลาะในชั้นใต้เยื่อหุ้มกระดูกเพื่อความปลอดภัยและลดการเสียเลือด ส่วนบริเวณใกล้หัวคิ้วจะเปลี่ยนมาเลาะในชั้นเหนือเยื่อหุ้มกระดูกเพื่อรักษาเนื้อเยื่อกันกระแทกที่ช่วยปกป้องเส้นประสาทไว้
ทำไมจึงต้องเปลี่ยนชั้นผ่าตัดที่ระยะ 3 ซม. เหนือคิ้ว?
เพื่อลดแรงตึงและแรงกดทับรอบเส้นประสาทเหนือเบ้าตา การเปลี่ยนชั้นผ่าตัดจะทำให้มีเนื้อเยื่ออ่อนที่นุ่มนวลใต้เส้นประสาททำหน้าที่เป็นเบาะรองรับ และยังช่วยให้สามารถรับมือกับความแปรผันทางกายวิภาคของเส้นประสาทในแต่ละบุคคลได้อย่างปลอดภัยและยืดหยุ่น
ช่วยลดอาการชาหรือความรู้สึกผิดปกติหลังผ่าตัดได้จริงหรือไม่เมื่อเทียบกับวิธีเดิม?
ใช่ครับ จากผลการวิจัยทางคลินิกเชิงเปรียบเทียบพบว่า อาการผิดปกติด้านความรู้สึกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยลดลงประมาณ 48% ในวันรุ่งขึ้นหลังผ่าตัด และลดลงประมาณ 32% หลังผ่าตัด 3 เดือน เมื่อเทียบกับวิธีเลาะใต้เยื่อหุ้มกระดูกแบบเดิม ในขณะที่ผลลัพธ์ในการยกกระชับคิ้วยังคงประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน
เทคนิค Dual-Plane สามารถช่วยปรับการทำงานของกล้ามเนื้อได้ด้วยหรือไม่?
สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ เนื่องจากชั้นเหนือเยื่อหุ้มกระดูกช่วยให้แพทย์มองเห็นกล้ามเนื้อที่ดึงคิ้วลง (เช่น กล้ามเนื้อขมวดคิ้ว Corrugator และกล้ามเนื้อ Depressor supercilii) ได้อย่างชัดเจนผ่านกล้องส่องตรวจ จึงสามารถเลือกลดแรงของกล้ามเนื้อได้ตามความเหมาะสม ทำให้ผลลัพธ์การยกคิ้วดูสวยงามเป็นธรรมชาติ